ราชอาณาจักร ประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา: สามคำที่มีความหมายแตกต่างกันและไม่ควรใช้แทนกัน

หมวดหมู่ข่าว: law-more for law

เนื่องจากผู้เขียนได้ลองศึกษาค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการอธิบายของระบอบการปกครองของประเทศไทยในปัจจุบันบนพื้นที่วิชาการในโลกอินเทอร์เน็ตแล้วพบว่า การอธิบายระบอบการปกครองของประเทศไทยมักจะพบการใช้คำว่า “ราชอาณาจักร” “ประชาธิปไตย” และ “ระบบรัฐสภา” ซึ่งทั้งสามคำดังกล่าวมีความเชื่อมโยงต่อกันจนดูเสมือนว่าจะเป็นคำที่มีความหมายอย่างเดียวกัน โดยผู้เขียนในฐานะผู้ที่มีความสนใจและกำลังศึกษาเรียนรู้ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่นั้น ได้พิจารณาในทางรัฐธรรมนูญแล้วมีความเห็นว่า คำทั้งสามดังกล่าวมีความหมายที่ไม่สามารถใช้แทนกันได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจเพื่อแยกความหมายของคำแต่ละคำเหล่านี้ให้ชัดเจน จึงมีความสำคัญต่อการมีความรู้พื้นฐานเพื่อปูทางไปสู่การศึกษาเรียนรู้ถึงระบอบการปกครองของประเทศไทยและกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

          คำว่า “ราชอาณาจักร” (Kingdom) มีความหมายที่บ่งชี้ว่า ประเทศใดที่ประกาศตนเป็นราชอาณาจักรนั้น ย่อมหมายถึง ประเทศนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ การใช้คำนี้จึงมีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบของ “ประมุขแห่งรัฐ” (Head of State) ซึ่งมิได้เป็นคำตอบโดยตัวเองว่าประเทศนั้นมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ มีรัฐสภาหรือไม่มีรัฐสภา เพราะรัฐที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอาจมีโครงสร้างทางการเมืองที่แตกต่างกันกันออกไป ดังเช่นรัฐที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) จะมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจการปกครองและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะแตกต่างจากรัฐที่เป็น Constitutional Monarchy .ในความหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจตามที่กำหนดไว้โดยชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญหรืออยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือเป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

          ส่วนคำว่า “ประชาธิปไตย” (Democracy) จะบ่งบอกว่า อำนาจการปกครองนั้นมีที่มาและมีความชอบธรรมมาจากใคร ซึ่งหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยคือ อำนาจการปกครองต้องมีที่มาจากประชาชน ส่งผลให้ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยต้องมีความเชื่อมโยงกับเจตจำนง (will) ของประชาชนอันจะสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจดังกล่าวและต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วย อย่างไรก็ดี ประชาธิปไตยมิได้หมายความว่าจะต้องมีประมุขแห่งรัฐเป็นประธานาธิบดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐก็ย่อมเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะจุดที่ต้องทำความเข้าใจอันแท้จริงคือ ประชาชนจะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และอำนาจอธิปไตยที่ใช้ในการปกครองนั้นจะมีที่มาและความชอบธรรมมาจากประชาชนนั่นเอง นอกจากนี้ ประชาธิปไตยมิได้หมายถึงเพียงการจัดให้มีการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังต้องประกอบด้วยการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพ การเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางการเมืองอย่างเสรีและเป็นธรรม ตลอดจนการตรวจสอบและจำกัดการใช้อำนาจรัฐภายใต้หลักนิติรัฐ (Legal State) และหลักนิติธรรม (Rule of Law) ด้วย

          สำหรับคำว่า “ระบบรัฐสภา” (Parliamentary System) หมายถึง รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative Branch) กับฝ่ายบริหาร (Executive Branch) ที่มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจกัน (Check and Balance) จนเกิดเป็นรูปแบบรัฐบาล (Form of Government) จุดสำคัญของระบบนี้คือ มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยอย่างไม่เด็ดขาด ซึ่งฝ่ายบริหารจะต้องได้รับและรักษาความไว้วางใจจากฝ่ายนิติบัญญัติจึงจะบริหารประเทศต่อไปได้ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารอาจมีอำนาจยุบสภา (Dissolve the Parliament) เพื่อคืนอำนาจตัดสินใจให้แก่ประชาชนภายใต้หลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด ระบบรัฐสภาจึงเป็นคำที่มีความหมายสื่อถึงการจัดวาง ตรวจสอบและถ่วงดุลความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรทางการเมือง และแม้ว่าระบบรัฐสภาจะมีลักษณะสำคัญที่รัฐสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ตาม แต่ก็มิใช่คำที่มีความหมายเท่ากับประชาธิปไตย เพราะระบบรัฐสภาอธิบายวิธีการใช้อำนาจทางการเมือง มิใช่อธิบายว่าอำนาจสูงสุดของรัฐเป็นของผู้ใด นอกจากนี้ ระบบรัฐสภายังมีลักษณะสำคัญโดยประมุขแห่งรัฐจะแยกออกจากหัวหน้ารัฐบาล (Head of Government) ซึ่งเป็นคนละตำแหน่งกัน ประมุขแห่งรัฐอาจเป็นพระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดีก็ได้ ดังนั้น ระบบรัฐสภาจึงมิได้ผูกโยงว่าจะต้องมีประมุขแห่งรัฐเป็นรูปแบบใดโดยเฉพาะ หากประมุขแห่งรัฐเป็นประธานาธิบดีก็สามารถกำหนดอยู่ในระบบรัฐสภาได้ โดยมิได้เป็นคำที่มีความหมายเท่ากับราชอาณาจักร

          ด้วยเหตุนี้ ประเทศหนึ่งที่ไม่มีพระมหากษัตริย์และมีประธานาธิบดีเป็นประมุขโดยใช้ระบบรัฐสภา แต่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยหรือมีความเป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ได้ (หากการเลือกตั้งไม่เสรีและชอบธรรม องค์กรทางการเมืองไม่ยึดโยงกับประชาชน หรือผู้ใช้อำนาจรัฐไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบ) ในทางกลับกัน ประเทศหนึ่งที่เป็นราชอาณาจักรโดยใช้ระบบรัฐสภา ก็อาจเป็นประชาธิปไตยหรือยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยหรือมีความเป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ได้เช่นเดียวกัน

          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 สะท้อนการแยกแนวคิดเหล่านี้ไว้ในบทบัญญัติที่สำคัญดังปรากฏในมาตรา 1 “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดและประกาศว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร ส่วนมาตรา 2 “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และมาตรา 3 วรรคหนึ่ง “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” อันเป็นการรับรองว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พร้อมกำหนดองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความเป็นราชอาณาจักร การเป็นประชาธิปไตย และการจัดความสัมพันธ์ขององค์กรในระบบรัฐสภา เป็นองค์ประกอบที่สัมพันธ์กันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

          การทำความเข้าใจความแตกต่างดังกล่าวช่วยให้การพิจารณาระบอบการปกครองไม่หยุดอยู่เพียงชื่อเรียก ประเทศหนึ่งมิได้เป็นประชาธิปไตยเพียงเพราะมีรัฐธรรมนูญหรือรัฐสภา หากต้องพิจารณาด้วยว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจ ผู้ใช้อำนาจมีที่มาอย่างไร และประชาชนสามารถควบคุมตรวจสอบผู้ใช้อำนาจได้จริงเพียงใด หากกล่าวโดยสรุป “ราชอาณาจักร” บ่งบอกว่าใครเป็นประมุขแห่งรัฐ ส่วน “ประชาธิปไตย” บ่งบอกโดยโดยทั่วไปว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และสำหรับ “ระบบรัฐสภา” บ่งบอกว่าฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารสัมพันธ์กันอย่างไร การใช้คำทั้งสามอย่างถูกต้องจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้ผู้ศึกษาเรียนรู้ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญได้มีความเข้าใจกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

          หมายเหตุ : จุดตั้งต้นของคอลัมน์นี้มาจากการที่ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญบนโลกอินเทอร์เน็ตแล้วพบคำบรรยายของรองศาสตราจารย์ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ในการอธิบายถึงระบอบการปกครองของประเทศไทย ดังปรากฏใน https://thestandard.co/piyabutr-show-5-exit-models-of-a-democracy-country-that-ruled-by-king/ ผู้เขียนเห็นว่ากรอบความคิดดังกล่าวในบางส่วนเล็ก ๆ สมควรได้รับการขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังศึกษาเรียนรู้ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงเรียบเรียงคอลัมน์นี้ขึ้นเพื่ออธิบายความหมายและความของคำทั้งสามในมิติทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ

  • 155 ครั้ง