ทลายกรงขังแห่งเพศกำเนิด: ทำไมการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และให้สิทธิ์ใช้คำนำหน้านาม (Legal Gender Recognition) จึงเป็นกุญแจสู่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หมวดหมู่ข่าว: law-more for law

ทลายกรงขังแห่งเพศกำเนิด: ทำไมการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และให้สิทธิ์ใช้คำนำหน้านาม (Legal Gender Recognition) จึงเป็นกุญแจสู่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อาจารย์นาดา ไชยจิตต์ 
อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
 

­­­     หากเราลองกางบัตรประชาชนออกมา สิ่งแรกที่ระบุตัวตนของเราตามกฎหมายคือคำนำหน้านาม "นาย" "นาง" หรือ "นางสาว" สำหรับคนส่วนใหญ่ คำนำหน้าเหล่านี้เป็นเพียงอักษรไม่กี่ตัว แต่สำหรับบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQAN+) โดยเฉพาะบุคคลข้ามเพศ คำนำหน้านามที่กฎหมายไทยบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน กลับกลายเป็น "กรงขัง" ที่แช่แข็งตัวตนของพวกเขาไว้กับเพศกำเนิด หากมองผ่านเลนส์ทฤษฎีกฎหมายแนวสตรีนิยม สิ่งนี้คือการที่รัฐสร้าง "สัญญาทางเพศ" (Sexual Contract) ผนึกติดไว้กับระบบกฎหมาย เพื่อบังคับให้พลเมืองทุกคนต้องสยบยอมต่อระบบชายหญิงคู่ตรงข้าม (Gender Binary) ตั้งแต่แรกเกิดโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

­­­     รอยแผลเป็นในประวัติศาสตร์นิติศาสตร์ไทย: บรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2524 ทำไมกฎหมายไทยถึงไม่ยอมขยับเขยื้อนในเรื่องนี้? รากฐานของความชะงักงันต้องย้อนกลับไปถึงบรรทัดฐานที่วางไว้ใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2524 ซึ่งศาลได้วางหลักการที่เคร่งครัดว่า “เพศของบุคคลย่อมเป็นไปตามกำเนิด การผ่าตัดแปลงเพศไม่ทำให้เพศเปลี่ยนไป” คำพิพากษานี้ถูกใช้เป็นคาถาผูกมัดหน่วยงานรัฐและศาลไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ ทำให้นิติศาสตร์ไทยในมิตินี้หยุดนิ่งอยู่ในกรอบของ "ทฤษฎีชีววิทยากำหนด" (Biological Determinism) โดยละเลยมิติทางสังคมและสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกาย แม้บุคคลนั้นจะมีเจตจำนงหรือใช้ชีวิตตามเพศสภาพใหม่มานานเพียงใด กฎหมายก็ปฏิเสธที่จะมองเห็นความจริงข้อนี้

­­­     เมื่อกฎหมายบังคับให้ "Out" เปิดเผยตัวตนโดยไม่ยินยอม (Forced Outing) ผลพวงจากความล้าหลังทางกฎหมาย นำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า "การถูกบังคับให้เปิดเผยตัวตน" (Forced Outing) ลองจินตนาการถึงสตรีข้ามเพศที่ปรากฏตัวด้วยอัตลักษณ์ความเป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อต้องทำธุรกรรมธนาคาร สมัครงาน หรือเข้าถึงบริการสุขภาพ เธอต้องยื่นบัตรที่ระบุคำนำหน้าว่า "นาย" วินาทีนั้น กฎหมายได้กระชากความเป็นส่วนตัวของเธอออก และบังคับให้เธอต้องอธิบายเพศสภาพของตนต่อคนแปลกหน้า ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่การถูกเหยียดหยาม หรือการถูกปฏิเสธสิทธิในการจ้างงาน นี่ไม่ใช่เพียงความไม่สะดวก แต่คือการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) อย่างเป็นระบบ

­­­     สิทธิมนุษยชนสากล: ข้ามพ้นชีววิทยา สู่เจตจำนงกำหนดตนเอง (Self-Determination) หากเราตรวจสอบผ่านเลนส์ของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (IHRL) จะพบว่าบรรทัดฐานของกฎหมายไทยกำลังขัดแย้งกับหลักการสากลอย่างรุนแรง

­­­     ในกรอบของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) คณะกรรมการฯ ได้ตอกย้ำผ่าน General Comment No. 20 (ความไม่เลือกปฏิบัติ) อย่างชัดแจ้งว่า "อัตลักษณ์ทางเพศ" (Gender Identity) ถือเป็นเหตุแห่งการห้ามเลือกปฏิบัติภายใต้คำว่า “สถานะอื่นๆ” (Other status) รัฐมีพันธกรณี (Core Obligations) ที่ต้องขจัดอุปสรรคทางกฎหมายที่กีดกันบุคคลจากสิทธิขั้นพื้นฐาน

­­­     นอกจากนี้ คณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ได้มีพัฒนาการในการตีความ โดยขยายขอบเขตคุ้มครองสิทธิของสตรีข้ามเพศ (Transgender women) ผ่านกลไกการเสนอแนะระดับประเทศ (Concluding Observations) และชี้ให้เห็นว่า "เพศสภาพ" (Gender) เป็นโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ การปฏิเสธสิทธิในการรับรองเพศสภาพทางกฎหมาย (Legal Gender Recognition - LGR) จึงเป็นการกีดกันพวกเธอออกจากความคุ้มครองทางกฎหมายและโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมอย่างเลือกปฏิบัติ

­­­     ก้าวต่อไปของนิติรัฐไทย ปัจจุบัน ภาคประชาสังคมกำลังผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การรับรองเพศฯ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าหลัง กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งทำลายโครงสร้างครอบครัว แต่มุ่งหวังเพียงเพื่อ "คืนความสอดคล้อง" ระหว่างความจริงในชีวิตมนุษย์กับความจริงบนหน้ากระดาษกฎหมาย

     ถึงเวลาแล้วที่ระบบกฎหมายไทยจะต้องก้าวให้พ้นจากร่มเงาของคำพิพากษาฎีกาเมื่อ 40 ปีก่อน และตั้งคำถามว่า นิติรัฐที่เราเชิดชูนั้น มีพื้นที่กว้างพอที่จะโอบรับตัวตนของพลเมืองทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่ เพราะตราบใดที่ "คำนำหน้านาม" ยังคงแช่แข็งตัวตนของผู้คน ตราบนั้นความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมายก็ยังคงเป็นเพียงวาทกรรมที่ลวงตา

  • 0 ครั้ง
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง