“ขอคัดค้านผู้พิพากษา” เมื่อความสัมพันธ์ส่วนตัวกลายเป็นคำถามต่อความเป็นกลางของศาล
หมวดหมู่ข่าว: law-more for law“ขอคัดค้านผู้พิพากษา” เมื่อความสัมพันธ์ส่วนตัวกลายเป็นคำถามต่อความเป็นกลางของศาล
อาจารย์พิมลกร แปงฟู
อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
เมื่อทนายจิตตรี ขอคัดค้านผู้พิพากษาในซีรีส์ไทย เรื่อง “ทนายปีศาจ” ตอนที่ 7 โดยอ้างสถานะความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสถาบันเดียวกัน จนเกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วความสัมพันธ์ดังกล่าวเพียงพอหรือไม่ที่จะเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาต้องถอนตัวจากคดี
การคัดค้านผู้พิพากษาถือเป็นกลไกสำคัญในการประกัน “ความเป็นกลางของศาล” ซึ่งหลักความเป็นกลางเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม หลักการดังกล่าวมีรากฐานจากหลัก Nemo Judex in Causa Sua (ไม่มีผู้ใดควรเป็นผู้ตัดสินในคดีที่ตนมีส่วนได้เสีย) และตั้งอยู่บนแนวคิดว่า ผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีต้องไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีอคติ และไม่อยู่ในสถานการณ์ที่อาจทำให้สาธารณชนสงสัยในความเป็นกลางของตนได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การคัดค้านผู้พิพากษามิได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อป้องกันอคติที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาภาพลักษณ์แห่งความยุติธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตุลาการด้วย ด้วยหลักการนี้เองจึงนำไปสู่การตรากฎหมายห้ามมิให้ผู้พิพากษาหรือตุลาการที่มีประโยชน์ได้เสียในคดีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีนั้น
ในระบบกฎหมายไทย การคัดค้านผู้พิพากษาในคดีอาญาไม่ได้มีบทบัญญัติ ตลอดจนขั้นตอนหรือกระบวนการโดยชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) แต่ใช้กลไกตาม ป.วิ.อ. มาตรา 27 หรือที่เรียกว่า “การตั้งรังเกียจผู้พิพากษา” ซึ่งบัญญัติให้ผู้พิพากษาในศาลที่ชำระคดีอาญาถูกตั้งรังเกียจได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งบัญญัติไว้ในเรื่องนั้น ส่วนหลักกฎหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) กำหนดเหตุคัดค้านผู้พิพากษาไว้ในมาตรา 11 ทั้งหมด 7 อนุมาตรา คือ
(1) ถ้าผู้พิพากษานั้นมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น
(2) ถ้าเป็นญาติเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คือว่าเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น
(3) ถ้าเป็นผู้ที่ได้ถูกอ้างเป็นพยานโดยที่ได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์ หรือโดยเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความรู้เป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับคดีนั้น
(4) ถ้าได้เป็นหรือเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนหรือได้เป็นทนายความของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาแล้ว
(5) ถ้าได้เป็นผู้พิพากษานั่งพิจารณาคดีเดียวกันนั้นในศาลอื่นมาแล้ว หรือเป็นอนุญาโตตุลาการมาแล้ว
(6) ถ้ามีคดีอีกเรื่องหนึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาซึ่งผู้พิพากษานั้นเอง หรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไป หรือตรงลงมาของผู้พิพากษานั้นฝ่ายหนึ่ง พิพาทกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือภริยา หรือญาติทางสืบสายโลหิตตรงขึ้นไปหรือตรงลงมาของคู่ความฝ่ายนั้นอีกฝ่ายหนึ่ง
(7) ถ้าผู้พิพากษานั้นเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ประกอบกับมาตรา 12 “…หรือด้วยเหตุประการอื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไป” ซึ่งเป็นเหตุที่กำหนดให้ครอบคลุมไปถึงกรณีอื่นใดโดยพิจารณาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเสียความยุติธรรมหรือไม่ โดย ป.วิ.พ. มาตรา 13-14 กำหนดกระบวนการคัดค้านไว้ว่า คู่ความที่เกี่ยวข้องอาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล คำร้องต้องบรรยายเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาอย่างชัดแจ้งว่า ผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไร มีเหตุกล่าวอ้างใดสนับสนุน และผู้พิพากษามีอคติชัดเจนอย่างไรบ้าง ร้ายแรงเพียงพอต่อการเสียความยุติธรรมอย่างไร หากไม่บรรยายให้ปรากฏในคำร้องย่อมเป็นคำร้องที่มิชอบ ศาลสามารถสั่งยกคำร้องนั้นได้ ตัวอย่างเช่นในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2565 และ 87/256 5 จำเลยยื่นคำร้องขอคัดค้านผู้พิพากษา แต่หลีกเลี่ยงไม่เขียนข้อความในคำร้องโดยอ้างเหตุผลเพียงว่า “จำเลยทำคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาฉบับนี้เพื่อปกป้องเกียรติยศของผู้พิพากษา...ในระหว่างพิจารณามีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้จำเลยเห็นว่าเข้าองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ...ท่านผู้พิพากษาที่จำเลยคัดค้านได้กล่าวข้อความถ้อยคำหลายประการและปฏิบัติตนในระหว่างการพิจารณาคดีหลายประการ และการสั่งคดีของท่านในเรื่องประเด็นสำคัญ อันเป็นเหตุผลที่จำเลยต้องยื่นคำร้องคัดค้านท่าน รายละเอียดจำเลยขอนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องนี้” ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องเพราะตามคำร้องไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอ และไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้
จากบทบัญญัติของกฎหมายและแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา อาจกล่าวได้ว่า กฎหมายไทยให้ความสำคัญกับการกำหนดขอบเขตของเหตุคัดค้านผู้พิพากษาไว้เป็นการเฉพาะ (rule-based approach) และวางโครงสร้างให้การคัดค้านผู้พิพากษาเป็นสิทธิที่ต้องอาศัยการริเริ่มโดยคู่ความ (motion-based recusal system) แม้จะมีบทบัญญัติให้ผู้พิพากษาในคดีสามารถยื่นคำบอกกล่าวต่อศาลแสดงเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้าน แล้วขอถอนตัวออกจากการนั่งพิจารณาคดีนั้นได้ตามป.วิ.พ. มาตรา 13 (1) และประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 14 ก็ตาม แต่หากผู้พิพากษาไม่ถอนตัวก็จำต้องใช้วิธีการยื่นคำร้องคัดค้านของคู่ความอยู่นั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เช่น กฎหมายเยอรมันและญี่ปุ่นตามแนวคิดแบบ Civil law ซึ่งแยกการตัดผู้พิพากษาออกจากคดีโดยผลของกฎหมาย (disqualification) ออกจากการคัดค้านผู้พิพากษา (recusal) อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้เหตุบางประการเป็นเหตุตัดผู้พิพากษาให้พ้นจากการทำหน้าที่ในคดีโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายให้ถือว่าผู้พิพากษาขาดคุณสมบัติในการทำหน้าที่อย่างเป็นกลางในคดีนั้นและการออกคำสั่งของศาลในคดีเป็นเพียงการยืนยันผลของกฎหมายเท่านั้น ด้วยเหตุที่ กฎหมายไทยไม่ได้แยกระหว่างการตัดผู้พิพากษาออกจากคดีโดยผลของกฎหมายกับการคัดค้านผู้พิพากษา ที่แม้จะเป็นสิทธิของคู่ความที่เกี่ยวข้องกับคดีและคำร้องที่ยื่นต่อศาลต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายอันสามารถทำให้ผู้พิพากษาต้องพ้นจากการทำหน้าที่วินิจฉัยตัดสินคดีนั้น แต่กฎหมายก็มียังกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำร้อง และหากผู้พิพากษาผู้ถูกคัดค้านไม่ยอมถอนตัว จะต้องดำเนินการสืบพยานหลักฐานที่ผู้ร้องยื่นและพยานหลักฐานอื่นตามสมควรเพื่อยอมรับหรือยกคำคัดค้าน และคำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด (ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ต่อไป) ซึ่งกฎหมายไทยแตกต่างกับกฎหมายในต่างประเทศที่ให้สิทธิคู่ความในการอุทธรณ์/ฎีกาได้ เพราะเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ในประเทศไทยคู่ความยังมีความเสี่ยงอีกประการหนึ่งเมื่อยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษา นั่นคือ การถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล หากบรรยายเหตุผลคัดค้านอันมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการว่าร้ายศาล (ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 33) อีกด้วย ทำให้การใช้สิทธิคัดค้านผู้พิพากษานอกจากต้องบรรยายให้ถูกต้องตามเหตุคัดค้านที่กฎหมายบัญญัติและตามกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเพราะอาจนำภัยมาสู่ตัวเองได้เช่นกัน
ดังนั้น “ความสัมพันธ์ส่วนตัวในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบัน” ตามที่ทนายจิตตรีกล่าวอ้างอาจยังไม่ถือเป็นเหตุคัดค้านผู้พิพากษาในระบบกฎหมายไทยเนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะกว้างๆ แต่หากปรากฏข้อเท็จเพิ่มเติม ตลอดจนมีหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างต่อเนื่องหรือสนิมสนมเป็นพิเศษ จนถึงขนาดมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนั้น สถานการณ์เช่นนี้อาจพัฒนาไปสู่เหตุแห่งการคัดค้านผู้พิพากษาตามกฎหมายได้
บรรณานุกรม
ณัฏฐ์, ภัคคภัทรกุล, “การคัดค้านผู้พิพากษาในคดีอาญา” วิทยานิพนธ์หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557.
ทัศน์กมล ศิริจรูญวงศ์, การคัดค้านตุลาการและการห้ามตุลาการมิให้เข้ามาเป็นองค์คณะ: ศึกษากรณีศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ, จุลนิติ, ปีที่ 21 ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน พ.ศ. 2567, หน้า 127-143.
วรชัย แสนสีระ หลักเกณฑ์ในการคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดี, จุลนิติ, ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2557, หน้า 131-139.
วรรณชัย บุญบำรุง, ธนกฤต วรธนัชชากุล และคณะ, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฉบับอ้างอิง เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 6 สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2568.
Moussa, Mohamed. 2025. “Expanding the Nemo Judex Rule: Reflections on Non-Pecuniary Bias.” Judicial Review 30 (2): 135–48. doi:10.1080/10854681.2025.2503651.
The Japan Code of Criminal Procedure (Act No 131 of 1948), arts 20–26.
The German Code of Criminal Procedure (Strafprozessordnung – StPO), s 22.
- 380 ครั้ง